แผนรับมือเมื่อพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดในที่ทำงานหรือคอนโดเดียวกัน

ต้องตั้งสติ ไม่ตระหนก ติดตามข่าวสาร สังเกตอาการตัวเอง เคร่งครัดเรื่อง New Normal

อัปเดตเมื่อ

paper tissues

ถ้ามีข้อมูลหรือการตรวจยืนยันแล้วว่าพบผู้ติดเชื้อโควิดในที่ทำงานหรือคอนโดคอนโดเดียวกัน สิ่งแรกที่เราทุกคนควรทำ คือ ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนกเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก สติเท่านั้นจะช่วยให้เราพร้อมเผชิญหน้ากับสถานการณ์และปัญหาทุกอย่าง ขั้นต่อไปก็มาดูว่าเมื่อเรากลายเป็นผู้ที่อยู่ภายในคอนโด ที่พัก อาคาร หรือสำนักงานเดียวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร   

เกาะติดข่าวสารว่ามีมาตรการอะไรออกมาบ้าง

หลีกเลี่ยงการรับฟังหรือการสร้างข่าวลือต่างๆ เพราะนั่นไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ซ้ำร้ายจะเป็นโทษก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายเสียมากกว่า สิ่งที่ควรทำ คือ ติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการในที่ทำงานหรือคอนโด รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น โปสเตอร์การรักษาระยะห่างกัน วิธีฆ่าเชื้อโควิด การล้างมือที่ถูกวิธี และการสวม เพื่อที่คุณจะได้รับรู้สถานการณ์ล่าสุดและปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น

ประเมินตัวเองว่าอยู่ในข่ายใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

กรณีพบผู้ติดเชื้อโควิดในที่ทำงานเดียวกัน คุณต้องประเมินตัวเองว่าได้เคยสัมผัสใกล้ชิดหรือพูดคุยกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือไม่ เช่น นั่งทำงานติดกันหรืออยู่ในห้องเดียวกัน ชั้นเดียวกัน หรือใช้อุปกรณ์สำนักงานร่วมกัน เคยนั่งหันหน้าพูดคุยกันในห้องประชุมในระยะ 2 เมตรเป็นเวลา 15 นาทีขึ้นไป หรือโดยสารรถรับส่งพนักงานคันเดียวกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป เป็นต้น ถือว่าคุณอยู่ในข่ายใกล้ชิดผู้ติดเชื้อและควรกักตัวเองเพื่อดูอาการ 14 วัน  

กรณีอยู่อาศัยในคอนโดเดียวกันกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ถ้าคุณพักอยู่ตึกเดียวกัน ชั้นเดียวกัน และโดยสารลิฟต์ตัวเดียวกัน หรือเคยใช้บริการห้องออกกำลังกายและสระว่ายน้ำร่วมกัน เคยพบปะพูดคุยกันตามประสาเพื่อนบ้านและอาจมีโอกาสสัมผัสสารคัดหลั่งจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ คุณก็จัดอยู่ในข่ายใกล้ชิดผู้ติดเชื้อและควรกักตัวเองเพื่อดูอาการ 14 วันด้วยเช่นกัน

กักตัวอยู่บ้าน สังเกตอาการ    

ถ้าแน่ชัดแล้วว่าคุณก็อยู่ในข่ายสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิดในที่ทำงานและต้องกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน แต่ปัญหาคือ คุณไม่ได้พักอยู่คนเดียวในคอนโดหรือที่บ้าน การกักตัวและ Work From Home ของคุณก็ต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้สมาชิกคนอื่นในบ้านเสี่ยงไปด้วย

แยกห้องนอน ห้องน้ำ

การรักษาระยะห่างเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ห้องนอนและห้องน้ำแยกกัน หรือกำหนดโซนแบ่งแยกการใช้งานชั่วคราว เพื่อกันไม่ให้สมาชิกในบ้านเข้าไปในพื้นที่นั้นร่วมกับคุณในช่วงกักตัว  

งดการเยี่ยมเยือนชั่วคราว

ถ้าเป็นไปได้ให้แจ้งญาติมิตรหรือเพื่อนร่วมงานของคุณให้งดไปมาหาสู่ชั่วคราว ส่วนตัวคุณเองก็ควรงดเดินทางออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน กิจกรรมนัดพบหรือติดต่อพูดคุยกับคนรู้จักก็อาจจะต้องเลื่อนไปก่อนจะดีกว่า ปัจจุบันมีช่องทางสื่อสารโดยไม่ต้องเจอตัวให้เลือกมากมาย เลือกช่องทางเหล่านั้นทั้งสะดวก ทั้งปลอดภัย

ถ้าเลี่ยงใกล้ชิดไม่ได้ ให้ใส่หน้ากาก

ถ้าจำเป็นต้องเข้าใกล้ชิดกับสมาชิกในบ้าน ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งและรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร ถ้าเป็นไปได้ เวลาสื่อสารกัน ควรสวมหน้ากากอนามัยทั้งสองฝ่ายจะดีที่สุด หรือไม่ก็เลือกใช้อุปกรณ์สื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นช่องทางสื่อสารกับคนในบ้านแทน

สั่งอาหารออนไลน์ ปลอดภัยไร้สัมผัส

การสั่งอาหารออนไลน์ก็เป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยกับทุกคน แต่ว่าเวลาไปรับอาหารควรสวมหน้ากากอนามัยและไม่สัมผัสกับพนักงานส่งอาหาร การเลือกวิธีชำระเงินออนไลน์หรือไร้สัมผัส เช่น ผ่านการโอนเงินหรือ QR code จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องหยิบจับเงินสด ซึ่งอาจเป็นช่องทางแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้  

เรื่องอาหารการกินก็ต้องแยก  

เนื่องจากเวลาที่รับประทานอาหาร เราไม่สามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ จึงเป็นโอกาสที่เชื้อโรคจากทางเดินหายใจเราอาจจะแพร่กระจายไปสู่คนรอบข้าง ดังนั้น ในช่วงกักตัว ควรแยกเรื่องอาการการกินออกไปต่างหาก หรือนั่งแยกกันอย่างน้อย 1-2 เมตร และควรแยกภาชนะ จานชาม ช้อน และแก้วน้ำเป็นคนละชุด ถ้าเป็นไปได้ควรล้างในอ่างที่แยกออกจากกัน

ห้องน้ำ ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ

บางบ้านที่ไม่สามารถแยกห้องน้ำไปใช้คนเดียวได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ ควรเตรียมสเปรย์แอลกอฮอล์เอาไว้ฉีดฆ่าเชื้อบนพื้นผิวสัมผัสที่ต้องใช้ร่วมกัน เช่น กลอนประตู ชักโครก สายชำระ และทุกคนในบ้านควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเข้าห้องน้ำและหลังจากใช้ห้องน้ำเสร็จ

แยกขยะ ไม่ทิ้งปะปนกัน

ในช่วงกักตัว นอกจากแยกตัวจากสมาชิกคนอื่นในบ้านแล้ว การจัดการขยะอย่างเหมาะสมก็ไม่ควรละเลย ควรทิ้งลงถุงแยกจากขยะส่วนอื่นๆ ที่สมาชิกในบ้านทิ้งกัน ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ถุงสีแดง ซึ่งมีไว้สำหรับใส่ขยะติดเชื้อ แล้วมัดปิดปากถุงให้มิดชิดก่อนนำไปทิ้งที่จุดรวมขยะที่อยู่ภายนอกบ้าน  

ต้องมีอาการแบบไหน ถึงจะแน่ใจว่าติดเชื้อโควิด

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน แต่บางรายอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ 

ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและอาจหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา อาการทั่วไปที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ (ผู้ป่วยมักมีอุณหภูมิตั้งแต่ 37.5 องศาขึ้นไป) ปวดศีรษะ ไอแห้ง เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ท้องเสีย ตาแดง สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส บางรายมีผื่นบนผิวหนังหรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี

บางรายมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากหรือหายใจหอบถี่ เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว หากพบว่าเข้าข่ายนี้ ควรรีบติดต่อสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจยืนยันและรักษาทันที เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังคนในครอบครัวและคนอื่นๆ ที่สัมผัสใกล้ชิด

จะทำอย่างไร ถ้ายังต้องเข้าไปที่ทำงาน

ถ้าไม่สามารถ Work From Home ได้ การปรับรูปแบบการใช้ชีวิตเป็น New Normal และใส่ใจดูแลตัวเองอยู่เสมอเป็นวิธีป้องกันโควิดที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด จะไปไหนมาไหนก็ต้องสวมหน้ากากอนามัยไว้เสมอ รวมไปถึงการล้างมือ อย่าล้างแค่น้ำเปล่า ควรล้างด้วยน้ำกับสบู่ ฟอกมือให้ทั่วทุกซอกมุมอย่างจริงจังนาน 20 วินาที ซึ่งเป็นวิธีฆ่าเชื้อโควิดที่ได้ผลที่สุด หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ ใช้เจลแอลกอฮอลล์ล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ 70% ขึ้นไป

ของใช้จำเป็น เช่น แก้วน้ำ ภาชนะใส่อาหาร ช้อน ผ้าเช็ดมือ ควรเตรียมไปเอง ไม่ใช้ของปะปนกับเพื่อนร่วมงาน และหมั่นดูแลทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ในที่ทำงานบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน โต๊ะประชุม คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้งานบ่อยๆ บริเวณที่จับประตูหรือของใช้ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน

อาจปรึกษากับเพื่อนร่วมงานเพื่อจัดพื้นที่ Safe Zone โดยก่อนเข้าบริเวณดังกล่าว ทุกคนต้องผ่านการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้น เช่น มีการตรวจวัดอุณหภูมิ มีเจลล้างมือ หรือมีอุปกรณ์ป้องกันให้ใส่ก่อนเข้าพื้นที่ เป็นต้น ควรจัดมาตรการเว้นระยะห่าง โดยการจัดโต๊ะทำงานใหม่ให้นั่งทำงานห่างกัน หรือทำพาทิชั่นกั้น ทำเส้นแบ่งจุดรอคิวที่เครื่องถ่ายเอกสาร แยกห้องรับประทานอาหารออกจากพื้นที่ทำงาน     

นอกจากนี้ ควรระมัดระวังเรื่องการใช้ห้องน้ำ เช่น ไม่ใช้ห้องน้ำขณะมีคนใช้พร้อมๆ กันหลายคน เพราะห้องน้ำเป็นพื้นที่ชื้นและไม่ค่อยระบายอากาศ ถ้าจะให้ดีควรใส่หน้ากากอนามัยขณะเข้าใช้ห้องน้ำด้วย ปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดล้าง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของไวรัส และล้างมือทุกครั้งเมื่อใช้ห้องน้ำเสร็จ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเป่าลมร้อน เพราะอาจเสี่ยงต่อการกระจายเชื้อ

การจัดเก็บขยะติดเชื้อ โดยเฉพาะกระดาษทิชชูและหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ซึ่งอาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโควิดซ่อนตัวอยู่ ควรทิ้งลงใส่ถุงขยะส่วนตัวของแต่ละคนแล้วปิดให้มิดชิด ก่อนนำไปทิ้งในถังขยะติดเชื้อ   

ที่สำคัญ หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งหัวหน้างานทราบเพื่อพิจารณาหามาตรการป้องกันหรือให้หยุดงาน และหากพบว่าตัวเองมีอาการป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

การดูแลและป้องกันตนเองของมนุษย์คอนโด

เนื่องจากคอนโดมิเนียม เป็นพื้นที่อยู่อาศัยร่วมกันของเจ้าของร่วม การดำเนินมาตรการต่างๆ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีการให้ความร่วมมือและรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุด

กรณีพบผู้ติดเชื้อ แต่ละคอนโดจะต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาตามระเบียบของกรมควบคุมโรคอยู่แล้ว เราในฐานะลูกบ้านควรให้ความร่วมมือด้วยดี ตั้งแต่การใส่หน้ากากอนามัย รับการตรวจวัดอุณหภูมิ อำนวยความสะดวกหากมีการทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อครั้งใหญ่ งดการโต้แย้งหากมีมาตรการการปิดเปิดใช้พื้นที่ส่วนรวมเป็นเวลาหรือมีการแจ้งให้งดใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมบางอย่าง เช่น ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สวนพักผ่อน หรือโซนลอบบี้ เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้นก็เป็นมาตรการดูแลตัวเองที่ลูกบ้านแต่ละคนในคอนโดควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงในจุดที่เป็นพื้นที่สาธารณะ เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากห้อง ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องนอนอยู่เสมอ ฆ่าเชื้อในพื้นที่พักอาศัย รวมถึงเฝ้าสังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการบ่งชี้เข้าข่ายมีไข้สูง 37.5 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ให้รีบแจ้งนิติบุคคลประจำคอนโดทันที

สติมาปัญญาเกิด

เมื่อคนใกล้ตัวของเราติดเชื้อโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนในคอนโดเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ ต้องมีสติ ไม่แตกตื่น ไม่โทษว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง การดูแลตัวเองให้ดีเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ และอย่าลืม การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ความเห็นอกเห็นใจ และมีวินัยรับผิดชอบต่อส่วนรวม จะพาให้พวกเราฟันฝ่าช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

เผยแพร่ครั้งแรก