Unilever logo

เคล็ดลับดูแลสุขภาพรับมือ 6 โรคหน้าหนาว

หนาวแล้วจะทำอย่างไรให้ห่างไกลไข้หวัดและโรคหน้าหนาว และอะไรคือภัยเงียบที่ควรระวังในยามอิงแอบอกอุ่น กรุ่นรักเมื่อไปชมดอยและทะเลหมอก

อัปเดตเมื่อ

flu remedies

ข่าวดีของคนขี้ร้อน เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้เมืองไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยอากาศเย็นจากประเทศจีนได้แผ่เข้ามาปกคลุมทำให้ภาคเหนือ ภาคอีสานไปจนถึงภาคกลางมีมีอุณหภูมิลดลง ในช่วงการผลัดเปลี่ยนฤดู เราเป็นห่วงสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก จึงขอนำวิธีรับมือกับโรคหน้าหนาว เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คุณจะได้ตั้งรับได้ทัน

หนาวแล้วไปเที่ยวไหนดี

เรามีคำตอบ!  กรมอุตุฯ ได้เปิดรายชื่อ 7 จังหวัดที่จะหนาวที่สุดประจำปี ได้แก่ พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ น่าน สกลนคร เลย นครพนม หากใครอยากสัมผัสความหนาว ควรไปเยือนจังหวัดดังกล่าวตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงปลายมกราคมซึ่งเป็นช่วงที่หนาวสุดๆ หนาวจนมีน้ำค้างแข็งบริเวณยอดดอย ยอดภูและเทือกเขา แต่ก่อนไปแอ่วเหนือหรือทัวรอีสาน ขอให้จดจำอาการของกลุ่มโรคหน้าหนาวเพื่อไว้ดูแลสุขภาพกันด้วยนะ

6 โรคหน้าหนาว ที่คุณจำเป็นต้องรู้

สภาวะอากาศหนาวอาจทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ป่วยหรือผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง ควรระแวดระวัง 6 โรคที่มากับหน้าหนาว ตามที่กรมควบคุมโรคออกมาเตือนให้เราดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ คราวนี้เรามารู้จักโรคหน้าหนาวที่ควรระวัง ดังนี้

ไข้หวัด

เกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในหน้าหนาว จะพบบ่อยขึ้นมากกว่าปกติถึง 2 เท่า ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ที่พบมากคือเชื้อไรโนไวรัส อาการที่พบบ่อยคือ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม คันคอ เริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ รวมไปถึงปวดเมื่อยตามตัว 

นอกจากนี้ ช่วงปลายฝนต้นหนาว ยังมีเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ระบาดในเด็กเล็กๆ  เด็กที่ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ถ้ามีเสมหะมาก เหนื่อยหอบและหายใจมีเสียงหวีด (คล้ายหลอดลมตีบ)ควรรีบไปพบแพทย์ หากรุนแรง อาจมีอาการตัวเขียวซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ถ้าเป็นโรคนี้ ควรล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและให้เด็กดื่มน้ำหรือนม (สำหรับเด็กท่ียังไม่หย่านม) เพื่อลดภาวะขาดน้ำและขับเสมหะ และแยกภาชนะและอุปกรณ์ต่างๆ 

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลไข้หวัด

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงมลพิษ ควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อจากการไอและจาม

ไข้หวัดใหญ่

เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นชา อาการที่พบคือ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจรุนแรงถึงชีวิต เมื่อคุณสังเกตว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

บางคนอาจสับสนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือเป็นโรคโควิดกันแน่ เรามีวิธีง่ายๆ เปรียบเทียบไข้หวัดว่าแตกต่างจากอาการโควิดอย่างไรมาให้คุณที่นี่ 

ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่และวิธีรักษา

มักหายเองหลังจากพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ เช็ดตัวลดไข้ทุกๆ ชั่วโมงเพื่อระบายความร้อนในร่างกาย สามารถบรรเทาอาการด้วยการรับประทานยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก หากมีไข้ขึ้นสูงและเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์ เพื่อเช็คอาการให้ละเอียด

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีบริการตามโรงพยาบาล ควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสบู่หรือถูมือด้วยเจลแอลกฮอลล์ 

หัด

อาการคล้ายไข้หวัด มักจะมีไข้ก่อนแล้วจึงมีน้ำมูก ไอแห้งๆ ตลอดเวลา ตาแดง จมูกแดง ในเด็กจะมีไข้สูง 3-4 วันแล้วจึงมีผื่นแดงๆ ขึ้นที่หลังหู ลามไปยังหน้าและร่างกาย โดยภายใน 24 ชม. จะมีตุ่มใสๆ ขึ้นในปาก กระพุ้งแก้ม และฟันกรามบน ซึ่งจะเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นเฉพาะในโรคหัดเท่านั้น พอผื่นออกได้ประมาณ 2-3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จำเป็นต้องเฝ้าระวังเพราะอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสรูบีโอราไวรัส พบได้มากในจมูกและลำคอ

วิธีรักษา

ยังไม่มียารักษาหัด ปกติรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อาการก็จะทุเลาลงเอง แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หายใจสั้น เจ็บที่หน้าอกขณะหายใจ หรือมีอาการชัก ควรรีบพบแพทย์ด่วน

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคหัด

วิธีที่ดีที่สุดคือฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมันและคางทูมป้องกันโรคหัดในเด็กวัย 9 – 12 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ปี 

ปอดบวม

พบบ่อยช่วงหน้าหนาว โรคปอดบวมคือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสที่มีมากเกินไปจนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม 

โรคปอดบวมมักจะพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรังหรือผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โดยเฉพาะในผู้สูงวัยและเด็กเล็ก ( 5-10 ขวบ)  ผู้ป่วยมักมีอาการไอ จาม เสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก มีไข้สูงเกิน 2 วัน เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้จากการไอ จาม สำลักน้ำลาย เศษอาหารและน้ำย่อย โดยเชื้อมักจะปะปนอยู่ในน้ำลายและเสมหะ

วิธีรักษาปอดบวม

ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการปอดบวม ก็จะได้รับยาปฏิชีวนะมาทานควบคู่ไปกับยาลดไข้ ยาละลายเสมหะและยาขยายหลอดลม ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยละลายเสมหะได้

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลปอดบวม

อาการปอดบวมส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเป็นไข้หวัด เมื่อรู้ว่าเป็นไข้หวัดก็ควรรีบรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ดื่มน้ำอุ่นมากๆ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ส่วนเด็กเล็กควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวม 

โรคสุกใส

เป็นหนึ่งในโรคหน้าหนาวที่มักเกิดขึ้นในเดือนมกราคมถึงมีนาคม พบมากในเด็กอายุ 5-15 ปี ไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่ คนที่เคยเป็นแล้วก็จะไม่กลับมาเป็นอีก อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ต่ำ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย จะมีผื่นหรือตุ่มขึ้นและมีอาการคัน ซึ่งภายใน 5-10 วัน ก็จะแห้งแล้วตกสะเก็ดไปเอง หลังจากนั้นอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น โรคนี้เกิดจากเชื้อวาริเซลลาไวรัส ติดต่อจากการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือสัมผัสของใช้ สูดลมหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป

วิธีรักษาโรคสุกใส

ยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง จึงทำได้แค่ประคับประคองอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ควรจิบสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้ ก็จะต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน ควรทานอาหารอ่อนๆ ในระหว่างพักฟื้น 

ดูแลตัวเองอย่างไร

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัสให้เด็กอายุ 2 เดือน วัคซีนจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค และลดความรุนแรงลง ควรรักษาสุขอนามัยภายในบ้าน หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด

อุจจาระร่วง

ต้นเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะเป็นวัยกำลังเรียนรู้ มักหยิบของเข้าปาก พบบ่อยตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ จะมีอาการถ่ายเหลว มีไข้และอาเจียน บางรายอาจมีก้นแดง หากอาการรุนแรงอาจมีเลือดหรือจมูกเลือดปะปนออกมาในตอนถ่ายท้อง

2 ภัยเงียบหน้าหนาวของนักเดินทาง

นอกจากหกโรคหน้าหนาวข้างต้นแล้ว ยังมีภัยหน้าหนาวที่เราควรระวังเวลาเดินทางหรือท่องเที่ยว รักหรอกจึงบอกให้รู้ไว้

ก๊าซพิษจากเครื่องทำน้ำอุ่น

ในเวลาที่เราไปยังแหล่งท่องเที่ยวในหน้าหนาว สิ่งหนึ่งที่คุณอาจเจอก็คือ เครื่องทำน้ำอุ่นซึ่งมักติดตั้งอยู่ตามสถานที่ที่อยู่รีสอร์ทบนดอยสูง ที่พักใกล้ภูเขาหรือแหล่งน้ำ อาจมีบางที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สแทนระบบไฟฟ้า

เรื่องอันตรายอยู่ตรงที่ หากเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ แล้วเราสูดดมก๊าซพิษหรือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มามากๆ และเป็นเวลานาน ก็จะทำให้ขาดอากาศหายใจ มีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง หน้ามืด หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึม หมดสติ และอาจสียชีวิตได้ 

ดังนั้น ก่อนเดินทางไปเช็กอินห้องพักโรงแรม ขอให้คุณสอบถามและตรวจสอบเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สว่าได้มาตรฐานและปลอดภัยหรือไม่ มีการติดตั้งพัดลมดูดอากาศ ติดป้ายเตือน และบอกวิธีใช้งานอย่างชัดเจน 

ทริคอีกอย่างก็คือ พยายามไม่อาบน้ำนานจนเกินไป และเว้นระยะเวลา 15-20 นาที เพื่อให้อากาศระบายออก หากได้กลิ่นแก๊สรั่ว ควรรรีบออกจากห้องน้ำทันทีและแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้แก้ไขด่วน 

อุบัติเหตุจากหมอกจางๆ และควัน

ในช่วงอากาศหนาวและหมอกจัด ผู้ขับรถหรือคนโดยสารควรตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางก่อนเดินทาง หากทัศนะวิสัยไม่ดี หมอกลงจัด ไม่ควรเดินทาง หรือขับด้วยความระมัดระวัง เปิดไฟหน้าช่วงที่มีหมอกลงจัด พักผ่อนให้เพียงพอก่อนขับทางไกล 

ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ เช่น เบรก ยาง ล้อ ให้อยู่ในสภาพปลอดภัยพร้อมใช้งาน และจัดหาอุปกรณ์ประจำรถ ที่สำคัญต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ดื่มสุรา ไม่ขับเร็ว สวมหมวกนิรภัย และสวมเข็มขัดนิรภัย (ควรสวมเข็มขัดทุกคน ไม่เฉพาะแต่คนขับ รวมถึงเด็กเล็กก็ควรมีคาร์ซีทหรือที่นั่งในรถสำหรับเด็ก) นอกจากนี้ควรศึกษาเส้นทางให้ดีที่สุดหากต้องไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 

ฤดูหนาวมาเยือน โปรดเตือนใจตัวเอง  

ความหนาวเหน็บจะมาพร้อมกับโรคหน้าหนาวที่น่าจับตาข้างต้น พร้อมกับภัยเงียบของผู้ขับขี่และนักเดินทางไม่ว่าจะมุ่งหน้าไปชมสายหมอกหรือทะเลหน้าหนาว

ถ้าคุณรักการเดินทาง ก็ขอให้วางแผนเที่ยวให้ปลอดภัยไร้โรคาด้วยนะ เราจะได้มีชีวิตอยู่กอดคนใกล้ๆ ให้หายหนาวไปนานๆ อย่างไรล่ะ

เผยแพร่ครั้งแรก