ละเอียดยิบ! วิธีป้องกันโควิดหลังกลับจากต่างประเทศ

กักตัวเองแบบใดดีที่สุด แจงทุกขั้นตอนของด่านคัดกรองที่สนามบิน ผู้ที่กลับจากประเทศเสี่ยงควรอ่าน

อัปเดตเมื่อ

pot of tea

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศในช่วงโควิด เราขอให้คุณเตรียมตัวเตรียมใจรับกับสภาพที่จะเกิดขึ้นในยุค New normal นั่นก็คือคุณจะต้องเจอกับด่านคัดกรองที่สนามบิน

ถึงแม้คุณจะผ่านด่านคัดกรองออกมาได้แต่เชื้อโควิดใช้เวลาฟักตัว 14 วัน เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเองและผู้อยู่รอบข้าง รวมไปถึงสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม คุณควรเช็กอาการโควิดด้วยการการกักตัวเอง (self quanrantine) เป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการก็ต้องรีบไปตรวจและรักษาโควิดโดยเร่งด่วน

6 ขั้นตอนคัดกรองหลังกลับจากต่างประเทศ

เพื่อเป็นการเฝ้าระวังอาการโควิด ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อกำหนดและข้อแนะนำสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างประเทศมาดังนี้

  1. รีบแจ้งทันทีที่คุณเดินทางถึงประเทศไทยแล้วมีอาการไอ เป็นไข้ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจลำบาก หรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ 
  2. วัดไข้ด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน เจ้าหน้าที่จะวัดไข้ผู้ที่เดินทางกลับมาทุกคน หากมีไข้สูง เจ้าหน้าที่ก็จะซักประวัติเพิ่มเติมพร้อมให้คำแนะนำ หากอาการตามเกณฑ์ที่ควรเฝ้าระวัง ก็จะถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  3. กรอกแบบคำถามสุขภาพตามความเป็นจริง ใช้แบบฟอร์ม ต.8
  4. กักตัว 14 วัน ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่เป็นเขตติดโรคติดต่อหรือกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง จะต้องได้รับการกักตัว 
  5. คนไทยสามารถไปกักตัวในที่พักของตัวเอง ส่วนชาวต่างชาติให้กักตัวในโรงแรมที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยทุกวันจะต้องรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตามช่องทางที่กำหนด หากมีอาการป่วยควรแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 3 ชั่วโมง
  6. การออกจากที่พักในระหว่างกักตัว ผู้ที่เดินทางจากพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่หากมีความจำเป็นต้องออกจากที่พักหรือสถานที่กักตัว
  7. ดูแลสุขภาพ สุขอนามัยและป้องกันตนเอง ผู้ที่เดินทางกลับจากเมืองนอกควรหลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัดและสถานที่เสี่ยง

หลักง่ายๆ ที่ใช้ได้ผลสำหรับวิธีป้องกันโควิดก็คือ กินร้อน ช้อนกลาง หมั่นล้างมือและใส่หน้ากากอนามัย 

ตรวจอาการโควิดฟรีหรือไม่

ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดและมีอาการป่วย จำเป็นต้องได้รับการรักษาโควิด 19 สามารถตรวจฟรีได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมหรือตามสิทธิในบัตรทอง

คิดให้ดีก่อนไปตรวจด้วยนะ

ถ้าไม่มีอาการป่วยหรือไม่ได้เดินทางกลับจากพื้นที่แพร่ระบาด ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ ดังเหตุผลต่อไปนี้นะจ๊ะ

ไหนจะเสียเงินฟรีแถมเจ็บตัวฟรีอีก  การตรวจหาเชื้อมีค่าใช้สูงหลักพันบาทขึ้นไปและยังต้องเจ็บตัวอีกต่างหาก ควรรอจนกว่าจะมีอาการผิดปกติแล้วค่อยไปตรวจดีกว่า

เสียดายอุปกรณ์การตรวจ อุปกรณ์ เคมี น้ำยา ที่สถานพยาบาลต้องใช้ในการตรวจหาเชื้อโรค ก็จะสูญเสียไปอย่างไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย

แล้วยังมีความเสี่ยงรับเชื้อจากสถานตรวจโควิดหรือโรงพยาบาล หรืออาจนำเชื้อต่างๆ ไปติดผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงหรือผู้ป่วยได้ด้วย

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เพิ่มความเสี่ยงให้คนรอบข้าง หากผลตรวจครั้งแรกเป็นลบในตอนที่เชื้อยังไม่ฟักตัวและยังไม่มีอาการออกมา แล้วเรายังใช้ชีวิตปกติ ไม่ระวังตัวเอง ไม่รับผิดชอบต่อสังคม อาจกลายเป็นผู้แพร่เชื้อรายใหญ่อีกด้วย

แค่ 14 วัน!  ป้องกันตัวเองและคนที่เรารักกันเถิด

การกักตัวเองหรือที่ชาว New normal รู้จักศัพท์คำว่า Self-quanrantine (เซลฟ์-ควอรันทีน) นั้น เป็นวิธีป้องกันโควิดในการเฝ้าระวังอาการที่ได้ผลมาก 

ความจริงการกักตัวไม่ยากเลย คิดง่ายๆ ว่าเราหยุดงานหรือหยุดเรียนเพื่ออยู่บ้านช่วยประเทศชาติ ไม่ออกเดินทางไปไหน อาจใช้วิธี work from home หรือเรียนหนังสือผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงซื้อของหรือสั่งอาหารออนไลน์ 

 14 วิธีป้องกันโควิดในการกักตัว

แม้ว่าเราจะไม่มีไข้ ไม่แสดงอาการโควิด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปลอดจากการติดเชื้อไวรัสเสียทีเดียว

เรามาดูกันดีกว่าว่าการเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ต้องทำอย่างไรบ้าง

  • ควรใส่หน้ากากอนามัยแม้จะอยู่ในที่พัก และควรวัดไข้ทุกวัน

  • ควรอยู่แต่ในที่พัก ไม่ควรออกจากบ้าน งดไปในที่ชุมชน หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก   

  • เลี่ยงการสัมผัสร่างกาย ควรอยู่ห่างจากคนอื่น 2 เมตร ไม่ควรใกล้ชิดผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

  • หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาที ต้องเรียนรู้วิธีล้างมือที่ถูกต้อง หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70%   

  • แยกห้องนอน เสนอให้ไปนอนคนเดียว ถ้าเป็นไปได้ก็ควรแยกห้องน้ำด้วย แต่ถ้าไม่ได้ก็ควรเข้าห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายและหมั่นทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ  

  • ทำความสะอาดห้องน้ำก่อนและหลังใช้เสมอ ควรปิดฝาชักโครกทุกครั้งก่อนกดล้าง

  • แยกสำรับอาหารจากคนอื่นๆ ขอให้อดทนกินข้าวคนเดียวไปสักพัก

  • ไม่ควรใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น แยกอุปกรณ์การกิน เช่น ช้อน ส้อม จาน ชาม และควรล้างด้วยน้ำยาล้างจานก่อนใช้เสมอ

  • เรียนรู้วิธีการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ให้พับ ม้วน ใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิท ทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิด จากนั้นล้างมือทันที เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่สู่คนอื่น

  • เปิดหน้าต่างในบ้าน เพื่อให้อากาศถ่ายเท

  • ทำความสะอาดฆ่าเชื้อของใช้รอบตัวและของกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสบ่อยๆ รวมทั้งกระเป๋าเดินทางด้วยนะ

  • ซักทำความสะอาดฆ่าเชื้อเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ควรซักผ้าด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิน้ำ 60-90 องศาเซลเซียส ต้องซักแยกจากเสื้อผ้าคนอื่นด้วย

  • หากมีอาการไข้หลายวัน หรือมีอาการไอ จาม หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย

  • หากต้องเดินทางมายังสถานที่ตรวจโควิดโดยรถยนต์ส่วนตัว ให้เปิดหน้าต่างรถยนต์ไว้ตลอด กรณีที่ขึ้นแท็กซี่ ต้องใส่หน้ากากอนามัยและแจ้งให้คนขับแท็กซี่ทราบด้วย ไม่ควรเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน

ถ้ามีอาการโควิด จะติดต่อใคร 

มีอาการไข้หลายวัน หรือมีอาการไอ จาม หายใจลำบากร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์หรือโทรศัพท์ไปยังสายด่วน 1422 ของกรมควบคุมโรคพร้อมแจ้งประวัติการเดินทางให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย

แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อสามารถรักษาตัวให้หายเองได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ 

เมื่อมีอาการผิดปกติได้แก่ เป็นไข้ ไอ จาม เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ แน่นหน้าอก อ่อนเพลีย หายใจหอบ ยิ่งถ้าเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง 6 ประเทศ (ข้อมูล ณ เวลาที่เขียน) ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิหร่าน อิตาลีและจีน (รวมถึงฮ่องกงและไต้หวัน) ก็ต้องรีบไปเข้ารับการรักษาโควิด

เมื่อมีอาการโควิดและจำเป็นที่จะไปสถานที่ตรวจโควิด ก็ควรติดต่อกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินก่อนเดินทางและแจ้งว่าคุณอาจติดเชื้อโควิด การโทรศัพท์ไปแจ้งเช่นนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ปกป้องตัวเองและผู้ป่วยอื่นได้ หากมีอาการฉุกเฉินมาก เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

ไม่กักตัวได้หรือไม่ 

ตอบชัดๆ ตรงนี้ว่าไม่ได้เด็ดขาด ขอเน้นอีกครั้งว่าการกักตัวคือวิธีป้องกันโควิดที่ได้ผล

ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศควรใช้จิตสำนึกสาธารณะ และปลุกความรับผิดชอบต่อสังคมออกมา การที่เรายอมลำบากตัวเองเพื่อให้สังคมสงบสุขเป็นสิ่งมีค่าเหลือคณา 

การปกปิดข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้สังคมวุ่นวาย ขอให้คิดง่ายๆ ว่า หากเราติดเชื้อมาแล้วไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ผู้นั้นก็จะไปแพร่เชื้อต่อไม่มีวันสิ้นสุด 

หยุดบูลลี่ สังคมจะดีขึ้นอีกเยอะ

มีกรณีเกิดขึ้นในสังคมที่ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศถูกต่อว่าด่าทอและใช้คำเรียกขานแบบเหยียดหยาม 

เราจึงควรเตือนตัวเองและคนรอบข้างให้หยุดใช้คำพูดบูลลี่ทั้งต่อหน้าและลับหลังโดยเฉพาะไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbully) ในโลกโซเชียลมีเดีย ควรจะมองด้วยเมตตาไม่ใช่มองว่าเป็นตัวพาเชื้อโรคเข้ามา

การเอื้ออาทรและเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้เราทุกคนปลอดเชื้อไปด้วยกัน

แค่หยุดบูลลี่ สังคมก็ดีขึ้นแยะ จริงๆ นะ

เผยแพร่ครั้งแรก