12 เทคนิคเด็ดจัดการลูกติดหวานแบบละมุ่นละม่อม

ภัยใกล้ตัว! อย่ามัวนิ่งนอนใจ อันตรายจากน้ำตาล

อัปเดตเมื่อ

chopping board

ข้อมูลช็อกโลกจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริการะบุว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะจะทำให้ลูกติดหวาน ซึ่งจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนในเด็กและโรคหัวใจ 

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ใจดีที่เมืองไทยอย่างเราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ไม่ควรใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้งในนมแก่เด็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบ เพื่อป้องกันลูกติดหวานและเสี่ยงต่อฟันผุ

4 จุดเสี่ยง เลี่ยงน้ำตาลกันเถิดลูก

อันตรายจากน้ำตาลเป็นตัวการที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายลูกในระยะยาว และยังกลายเป็นโรคประจำตัวอีกต่างหาก

  • น้ำตาลทำให้เด็กเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วนในเด็ก เบาหวานในเด็ก โรคไขมันพอกตับ โรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลจากการกินน้ำตาลมากเกินไปและร่างกายเก็บน้ำตาลในรูปแบบของไขมัน 

  • น้ำตาลทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ เช่น ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ผิวหนัง เนื่องจากน้ำตาลทำให้เกิดการเสียสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ กระตุ้นการแพ้อาหาร และยังทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่สะดวก จึงอาจส่งผลให้เด็กติดเชื้อได้ง่าย และป่วยบ่อยๆ 

  • น้ำตาลมีผลต่อสมอง การเรียนรู้และพฤติกรรม มีงานวิจัยค้นพบว่า เด็กที่มีความจำหรือสมาธิสั้น ผลการเรียนแย่ลง เนื่องมาจากบริโภคน้ำตาลเป็นประจำ จะทำให้ความจำและการเรียนรู้แย่ลง สมาธิสั้น มีอาการไฮเปอร์ และยังทำให้ฟันผุ 

  • น้ำตาลทำให้เด็กขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบีรวม และแคลเซียม เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลทำให้ร่างกายต้องใช้ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุเป็นปริมาณมากเพื่อนำไปปรับสมดุล ส่งผลให้ปริมาณของวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอให้ร่างกายนำไปใช้งานอื่นๆ

คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวังตรงจุดนี้ หากเด็กขาดสารอาหารกลุ่มดังกล่าวก็จะส่งผลต่อเนื่องถึงการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการในเด็ก

เบาหวานในเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยได้ชี้แนะว่า เบาหวานในเด็กมีหลายชนิดเหมือนในผู้ใหญ่ โดยมีสาเหตุหลากหลาย เช่น กรรมพันธุ์  ภาวะเด็กอ้วนและการติดหวาน ซึ่งเป็นอันตรายจากน้ำตาล 

อาการเบาหวานในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ เด็กจะปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำและดื่มน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน  หอบ เหนื่อย ซึ่งเป็นผลจากภาวะเลือดเป็นกรด

12 กลเม็ดเด็ดพราย ปราบลูกติดหวาน

คุณพ่อคุณแม่เชิงบวกควรตั้งเป้าหมายในใจและบอกกับตัวเองก่อนว่า เรื่องนี้แก้ไขได้สบายๆ อาศัยการปรับพฤติกรรม เสริมกับการกระทำที่ตั้งใจจริงและเน้นความสม่ำเสมอ

  • เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ที่ติดหวานก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองก่อน เพราะเด็กมักเรียนรู้จากการดูและทำตาม ถือเป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะนี่  

  • ใช้คำพูดเชิงบวกในการแก้ไข มองหาจุดดีๆ ของลูก เช่น เวลาที่ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ได้กินหวานจัด ขอให้คุณพ่อคุณแม่พ่อแม่ชมเชยลูก บอกลูกไปเลยว่า พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกอดทนไม่กินหวานได้

  • ควรทำข้อตกลงที่ชัดเจน เน้นการจูงใจ ให้กำลังใจ ใช้การเล่านิทานหรือพูดให้ลูกฟังบ่อยๆ ถึงประโยชน์ของอาหารตามโภชนาการและอันตรายของน้ำตาล

  • ไม่ควรใช้วิธีบังคับ หากลูกติดหวานมาก การห้ามจะทำให้เด็กต่อต้าน และไม่ยอมทำตามในที่สุด   

  • หลีกเลี่ยงคำพูดและการใช้อารมณ์ที่รุนแรง ควรใช้คำพูดเชิงบวกบอกลูก เช่น พ่อแม่ดีใจมากๆ ถ้าหนูกินอาหารไม่หวานจัด  

  • ผู้ใหญ่ในบ้านทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่คุณแม่เข้มงวดอยู่คนเดียว ในขณะที่คุณพ่อหรือคุณตาคุณยายปล่อยให้ลูกหลานกินหวานจัดได้

  • ต้องใจแข็ง และแข็งใจจัดสภาพแวดล้อมรอบตัวลูกให้มีแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์ ถ้าไม่อยากให้ลูกรับประทานช็อกโกแลตหรือไอศกรีม ก็ไม่ควรมีอาหารดังกล่าวอยู่ในบ้าน เด็กจะได้ไม่นึกถึง

  • จำกัดปริมาณการกินน้ำตาลในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงอาหารจั๊งค์ฟู้ด เลี่ยงน้ำตาลจากอาหารแปรรูป เช่น น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำอัดลม เบเกอรี่ ลูกอม  และขนมหวาน

  • สรรหาอาหารอร่อยๆ หน้าตาน่ารักๆ ที่มีประโยชน์และมีความหวานตามธรรมชาติมาให้ลูกแทนน้ำตาล เช่น อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว ข้าวโพด มันหวาน ธัญพืช อาหารตามโภชนาการเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลไม่สูง มีไฟเบอร์ วิตามินและแร่ธาตุ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

  • เปลี่ยนอาหารว่างติดบ้านใหม่ แทนที่จะเป็นขนมกรุบกรอบ เค้ก ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน นมช็อกโกแลต นมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ก็เปลี่ยนมาเป็นผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง หรือถั่วอบ ควรเลือกชนิดที่ไม่มีเกลือและน้ำตาล  

  • เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารใหม่ ค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลง และปรับให้อาหารมีรสชาติแบบอร่อยกลมกล่อม ไม่ให้หวานหรือเค็มจัด และเน้นความหวานที่มาจากธรรมชาติ

  • ชวนลูกเข้าครัว ครีเอทเมนูลดหวานด้วยกัน เช่น ชวนกันทำไอศกรีมผลไม้สูตรไม่มีน้ำตาลแล้วโรยหน้าด้วยถั่วหรือผลไม้ชิ้นเล็กๆ  

นอกจากนี้ กีฬาและกิจกรรมยามว่างก็เป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน พร้อม ปรับสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรมทั้งครอบครัว 

คุณพ่อคุณแม่ลองจัดเวลาชวนลูกไปออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือปลูกฝังให้เด็กปลูกต้นไม้และผักสวนครัว 

ไม้อ่อนดัดง่าย! ฝึกลูกตั้งแต่ขวบปีแรก

ควรเริ่มปลูกฝังหรือฝึกพฤติกรรมการกินอาหารตั้งแต่ลูกยังเล็ก โดยเฉพาะในวัย 1 ขวบขึ้นไป  เน้นเลือกอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกกิน ฝึกให้ลูกกินอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ เนื่องจากเด็กวัย 1 ขวบเป็นวัยที่เริ่มต้นฝึกกินเองได้สบายๆ  

ลองคิดดูดีๆ 

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่รีบปลูกฝังพฤติกรรมการกินอาหารตั้งแต่ตอนนี้ พอลูกโตเป็นวัยรุ่น ก็อาจจะปลูกฝังลำบากขึ้นเพราะเด็กในวัยรุ่นมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ระวังให้ดี! น้ำผลไม้ ตัวร้ายหน้าใส

คุณพ่อคุณแม่มักเข้าใจผิดเรื่องการให้ลูกน้อยดื่มน้ำผลไม้ คิดว่าจะช่วยในเรื่องการขับถ่าย แต่อันที่จริง น้ำตาลในน้ำผลไม้ก็มี Extrinsics Sugar ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย  แม้น้ำผลไม้นั้นจะไม่เจือปนน้ำตาลหรือเป็นน้ำผลไม้แท้ 100% ก็ตาม 

ในขณะที่น้ำตาลในเนื้อผลไม้มี Intrinsic Sugar ซึ่งเป็นน้ำตาลที่อยู่ในโครงสร้างเซลล์ของผลไม้โอกาสที่จะทำให้เกิดฟันผุจึงมีน้อยกว่า 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า เด็กวัย 6-24 เดือนควรหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพราะอันตรายจากน้ำตาลทำให้ความอยากอาหารของเด็กลดลง จึงไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอนั่นเอง 

ข้อมูลดังกล่าวก็สอดคล้องกับกระทรวงสาธารณสุขที่ระบุว่า เด็กอายุ 1-3 ขวบ กินน้ำตาลได้ไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา หรือประมาณ 8 กรัม 

5 หลักจัดอาหารให้ลูกน้อยกลอยใจ

อย่างที่เรารู้กัน ทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือน ควรกินนมแม่ หรือนมผงสำหรับทารกแรกเกิด 

  • ช่วงวัย 6 - 9 เดือน ควรให้อาหารเสริมให้ครบ 5 หมู่ วันละมื้อควบคู่กับนม โดยไม่ปรุงรสใดๆ เน้นรสธรรมชาติ จุดนี้จะช่วยป้องกันลูกติดหวานได้

  • พอเข้าสู่วัย 9 - 12 เดือน ก็เพิ่มอาหารเสริมเป็น 2 มื้อ และกินผลไม้เป็นของว่าง

  • เมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบ ก็สามารถกินอาหาร 3 มื้อ แบบผู้ใหญ่ แต่ไม่ปรุงรสมาก ยังคงเน้นรสธรรมชาติ ในขณะที่นมจะกลายเป็นของว่าง  

  • ควรจัดสัดส่วนอาหารเพื่อให้ลูกได้รับปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยมีผักใบเขียว 40% แป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต 25% โปรตีนคุณภาพดี แบบที่ไม่มีหนัง ไม่มีมัน 25% และผลไม้ 10%  

  • หลีกเลี่ยงอาหารโปรตีนแปรรูป เช่น กุนเชียง ไส้กรอก หมูหยอง แฮม เบค่อน ปูอัด เพราะอาจผสมสารเคมี รวมทั้งมีโซเดียมและไขมันอิ่มตัวสูง 

ปรับได้แน่ อยู่ที่พ่อแม่ล้วนๆ

หัวใจสำคัญของการปรับพฤติกรรมลูกติดหวานต้องเริ่มแก้ที่คุณพ่อคุณแม่ และสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านแบบเฮลท์ตี้ ด้วยการกำจัดของหวานออกไปทีละนิดทีละน้อย 

เมื่อลูกไม่มีทางเลือก ลูกก็จะหันกลับมากินอาหารตามโภชนาการ จนกระทั่งกลายเป็นนิสัยที่เลือกกินอาหารดีมีประโยชน์ในที่สุด

ทุกปัญหามีทางแก้เสมอ ขอเพียงมีความรัก ความอดทน ผสมกับความใจเย็นของพ่อจ๋าแม่จ๋า

เผยแพร่ครั้งแรก