10 เทคนิคที่พ่อแม่ต้องรู้ แก้ปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียน

คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมใจรับอาการต่อมน้ำตาแตกของลูกน้อยไว้ให้ดีๆ

อัปเดตเมื่อ

school uniform

ปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนเกิดขึ้นทุกยุคสมัย เรื่องนี้แก้ได้ไม่ยาก เราได้รวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กทั่วโลกและประสบการณ์ตรงของผู้เขียน มาให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับสถานการณ์นี้กัน

ไขข้อข้องใจทำไมลูกไม่อยากไปโรงเรียน  

ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาล หรือเตรียมอนุบาล ก็เพราะลูกไม่เคยอยู่ห่างจากคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง  เด็กขาดความมั่นใจและกลัวต่อโลกภายนอก เป็นเรื่องปกติของพัฒนาการตามวัย 

ขอให้คุณพ่อคุณแม่อดทนและหมั่นทำความเข้าใจกับลูก ส่วนใหญ่เด็กจะปรับตัวได้เองในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการเปิดเทอม ตามคำยืนยันของชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย 

สำหรับกรณีที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนประถม เป็นสิ่งที่จำเป็นที่คุณต้องร่วมค้นหาสาเหตุกับครูและโรงเรียน เช่น ลูกเครียดเรื่องเรียน หรือโดนเพื่อนแกล้ง  

10 สิ่งมหัศจรรย์รับมือลูกไม่อยากไปโรงเรียน  

ขอให้คุณพ่อคุณแม่ลองเปิดใจแล้วลองปฎิบัติตามคำแนะนำข้างล่าง ดังนี้ 

เล่นบทบาทสมมติ งัดข้อกับความกลัว

ก่อนโรงเรียนเปิดหนึ่งเดือน ลองจำลองสถานการณ์ สร้างบรรยากาศให้เหมือนในห้องเรียน มีเก้าอี้และโต๊ะนักเรียน เล่นบทบาทสมมติกับลูก ลองให้ลูกใส่ชุดนักเรียน เล่นเป็นครูกับนักเรียน หรือเป็นเพื่อนร่วมชั้น ฝึกให้ลูกรู้จักพูดผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ “น่าสนุกจัง ขอเล่นด้วยคนได้ไหม” 

ชวนลูกจัดกระเป๋าหรือปิ่นโตไปโรงเรียน

เป็นสิ่งที่จะช่วยลดความเครียดให้ลูกได้ดี ลองคิดดูดีๆ การเร่งรีบจัดกระเป๋าตอนเช้าๆ ก่อนออกจากบ้าน จะทำให้ลูกเครียด ร้อนรนและไม่สบายใจ การเตรียมตัวล่วงหน้าจะกระตุ้นให้ลูกอยากไปโรงเรียน 

วาดหัวใจน้อยๆ เป็นตัวแทนพ่อแม่ 

เด็กเล็กวัยเตรียมอนุบาลและวัยอนุบาล ยังคงติดบ้าน ติดพ่อแม่ ไม่อยากจากไปไหน กูรูด้านเด็กชาวอังกฤษแนะนำว่า ให้ลองหาตัวแทนพ่อแม่เพื่อสร้างความอุ่นใจให้เด็ก เช่น วาดรูปหัวใจเล็กๆ บนฝ่ามือลูกและฝ่ามือของคุณพ่อคุณแม่ด้วย พอเวลาไปส่งลูกก็พูดยิ้มๆ ว่า “นี่คือหัวใจของคุณแม่อยู่ที่มือหนู และ (วาด) หัวใจหนูที่มือแม่ เราเอาหัวใจมาประกบก็จะเกิดพลังวิเศษ จะเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา” 

ผู้เขียนนำวิธีนี้ไปใช้แล้วสำเร็จมาก แต่เด็กอาจร้องขอให้วาดหัวใจทุกวันๆ เพราะอยากได้พลังวิเศษนั่นเอง ทางที่ดีคุณลองหาปากกาไร้สารมาเขียนบนฝ่ามือลูกดูนะจ๊ะ  

สัญญาต้องเป็นสัญญา

เมื่อคุณพ่อคุณแม่สัญญาว่าจะไปรับไปส่งลูกเองโดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์แรกก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ เด็กเล็กจะมีความกังวลเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่ คุณต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกเพื่อให้เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้ละเลยหรือทอดทิ้งเขานั่นเอง และควรไปรับลูกให้ตรงเวลา ถ้าปล่อยให้เด็กรอนานเกินไป อาจทำให้เขาไม่อยากไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นก็ได้ 

(กัดฟัน) อำลาลูกสั้นๆ 

พยายามใช้เวลาอำลาให้สั้นที่สุด แล้วเดินหันหลังแบบไม่เหลียวหลังอีก ถึงลูกจะร้องไห้ก็ต้องใจแข็ง การปลอบประโลมและการอำลาที่ยาวนานเกินไปจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน พยายามหาเรื่องคุยถ่วงเวลา แต่คุณจะต้องใช้ความสงบเยือกเย็นสยบความเคลื่อนไหวให้ได้ ที่สำคัญไม่ควรแสดงความกังวลให้ลูกได้เห็น เด็กสัมผัสได้ถึงความรู้สึกข้างใน ทำใจร่มๆ ทำใจให้สบายจะดีที่สุด 

คุณค่าของการกอด

คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงความรักด้วยการโอบกอดและหอมลูกเป็นประจำ เป็นการสร้างความมั่นใจทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนหรือก่อนแยกกันเมื่อลูกถึงโรงเรียนแล้ว ขอแนะนำให้กอดลูกแน่นๆ แบบกระชับพร้อมกระซิบว่า “ลูกทำได้ รักลูกนะคะ/ครับ“ สัญญาจะมารับตอนกี่โมงก็ว่าไป จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกเต็มร้อย

นอกจากนี้ การกอดก่อนเข้านอนก็สำคัญไม่แพ้กัน กอดให้กำลังใจลูกและเป็นการเตรียมใจให้ลูกไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ด้วย

นาทีทองก่อนนอน

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอาวุโสชาวไทยเคยบอกผู้เขียนไว้ว่า เวลาที่สอนเด็กที่ดีที่สุดคือก่อนเข้านอนหรือช่วงที่เล่านิทานก่อนนอนนั่นละ 

ลองสรรหานิทานเกี่ยวกับการไปโรงเรียนมาเล่าให้ลูกฟัง พร้อมแทรกคำถามเล็กๆ น้อยๆ เช่น วันนี้หนูเรียนอะไรบ้าง ได้นั่งข้างๆ กับเพื่อนคนไหนเอ่ย แล้วได้เล่นอะไรกัน เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็นนิดๆ หน่อยๆ

นิทานก่อนนอนจะสร้างความทรงจำที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูก เรื่องราวในนิทานเปรียบเสมือนสถานการณ์สมมติและเป็นแบบฝึกหัดที่ดี ช่วยให้เด็กได้ฝึกคิดตาม เด็กที่ฟังนิทานเป็นประจำจะมีทักษะการเรียนรู้ทางภาษา ทักษะการฟังและสรุปความ รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีสมาธิที่จดจ่อกับการฟัง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากในการเรียน

สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อครูและโรงเรียน

ไม่ควรนำชื่อครูมาดุลูก หรือสร้างภาพในแง่ลบให้ครู จะทำให้เกิดความไม่ไว้ใจและกลัวครูจะทำโทษ ลามปามทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน

อีกอย่างที่ขอฝากไว้คือ พ่อแม่ควรเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังและพิจารณาทุกคำที่ลูกพูดหรือแสดงออกด้วย 

ไม่มีใครไม่ชอบคำชม

ควรชมเชยลูกทุกครั้งที่ลูกไปโรงเรียนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให้ลูกทำงานบ้านหรือไม่ให้ทำอะไรด้วยตัวเองเลย เด็กจะขาดความมั่นใจในตัวเองและขาดความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจด้วย 

อีกสาเหตุที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอาจเพราะเขารู้สึกว่าทำอะไรไม่เก่งเท่าเพื่อน รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อน เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น 

เมื่อทราบสาเหตุนี้แล้ว ก็ควรจะช่วยเสริมความมั่นใจลูก ไม่นำลูกไปเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือพี่น้อง พยายามมอบหมายงานเล็กๆ ให้ลูกทำ แต่ต้องบอกลูกว่า นี่คืองานสำคัญของเขา ชมเชยเมื่องานสำเร็จ เพื่อสร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง 

พ่อแม่สายกลาง

การเลี้ยงดูที่เข้มงวดมากเกินไป เช่น ดุ ทำโทษบ่อยๆ เด็กก็จะขาดความมั่นใจ กลัวไปทุกสิ่ง พลอยกลัวครูจนลูกไม่อยากไปโรงเรียน 

  • เด็กที่ถูกควบคุมมาก ถูกตำหนิบ่อยๆ จากการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดเกินไป จะทำให้เด็กไม่มั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอสิ่งใหม่จะปรับตัวได้ยาก เพราะจะกังวลว่า ตัวเองจะถูกตำหนิหรือไม่ 

  • เด็กที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจ จะไม่มีระเบียบวินัย ทำให้เด็กมักทำอะไรตามใจตัวเอง พอไปเจอกับกฎระเบียบของโรงเรียน ลูกเลยไม่อยากไปโรงเรียน

คุณพ่อคุณแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยหลักเดินทางสายกลางจะดีที่สุด 

ตามล่าหาความจริง! 5 สาเหตุลูกไม่อยากไปโรงเรียนประถม

ทำไมหนอ ลูกจึงไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน เป็นเพราะลูกโดนเพื่อนแกล้ง ลูกเครียดเรื่องเรียน หรือโดนคุณครูดุจนอับอาย 

คุณเป็นพ่อแม่แบบใด

ลองกลับมาค้นหาที่ตัวคุณว่า ได้บังคับให้ลูกตั้งใจเรียนมากเกินไปหรือเปล่า บังคับให้เรียนพิเศษ บังคับให้ทำการบ้าน 

ลูกบกพร่องทางการเรียนรู้

ลูกเรียนไม่รู้เรื่อง มีปัญหาการอ่าน การเขียน การคำนวณ สมาธิสั้น ฯลฯ เหล่านี้ทำให้เด็กท้อแท้ หมดกำลังใจและไม่อยากไปโรงเรียน

เลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม 

การขู่ลูกว่า “ถ้าทำแบบนี้ จะไม่รัก” จะทำให้เด็กขาดความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคง สงสัยในความสัมพันธ์และความรักระหว่างตัวเองกับพ่อแม่ คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก พาลไม่อยากไปเรียน เพราะกลัวจะถูกทิ้งไว้ที่โรงเรียน

ในขณะที่การเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป เด็กไม่เคยทำอะไรเอง ก็จะขาดความมั่นใจและมีความความอดทนต่ำ พอเจอเรื่องยากๆ เช่น เรื่องเรียนหนังสือ จึงอยากจะหลบหนี และไม่อยากไปโรงเรียน

ลูกป่วยใจหรือเปล่า

หากเรื่องราวบานปลายเป็นสาเหตุทางจิตเวช เช่น กลุ่มโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ขอให้คุณพ่อคุณแม่เข้มแข็ง อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย 

ควรทำความเข้าใจก่อนว่า การไปปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องน่าอาย และไม่ได้หมายความว่าลูกผิดปกติ เป็นเพราะโรคทางจิตเวชส่งผลให้อารมณ์ของเด็กไม่ปกติ กังวลง่าย เศร้า ขาดความมั่นใจ คิดโทษตัวเอง 

สถานการณ์ตึงเครียดในบ้าน

ถ้าในบ้านกำลังมีความตึงเครียด เช่น สูญเสียคนในครอบครัว มีคนป่วยวาระสุดท้าย มีการหย่าร้าง เด็กอาจวิตกกังวลว่าจะต้องเสียคนที่รักไป ทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน คอยเกาะติดพ่อแม่ ทั้งอาจพัฒนาไปเป็น "โรควิตกกังวลในการแยกจาก" (separation anxiety disorder) 

ผนึกกำลังสองประสาน

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ค้นเจอสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียนได้แล้ว ก็ควรแก้ไขให้ตรงจุด โดยครอบครัวและโรงเรียนต้องจับมือกันอย่างเหนียวแน่นในการร่วมกันทำให้พัฒนาการลูกไม่สะดุด 

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนทำได้ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้เสมอนะจ๊ะ

เผยแพร่ครั้งแรก