10 ข้อควรปฏิบัติหากสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อในระหว่างกักตัว 14 วัน

อัปเดตเมื่อ

rubbish bin

ในช่วงที่ยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 อยู่เช่นนี้ การดูแลตัวเองและคนรอบข้าง รวมถึงสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนร่วม ถือเป็นตัวแปรสำคัญมากๆ ในการหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคไม่ให้ลุกลาม ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเราติดเชื้อไปด้วยหรือไม่ หรือยังไม่มีอาการใดๆ บ่งบอกเลย แต่ก็ควรกักตัวเองเพื่อดูอาการ 14 วัน เรามีคำแนะนำว่าระหว่างนี้ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน  

นิยามของคำว่าสัมผัสใกล้ชิด

ผู้สัมผัสใกล้ชิด หมายถึง ผู้ที่สัมผัสหรือพูดคุยกับผู้ติดเชื้อในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น อาศัยอยู่ในบ้านหรือที่พักเดียวกันกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรืออยู่ในบริเวณห้องรถโดยสารประจำทาง หรือรถไฟขบวนเดียวกันกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป หรือโดยสารเครื่องบินในตำแหน่ง 2 แถว ทั้งหน้าและแถวหลังถัดจากผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป รวมถึงกรณีนั่งหันหน้าในระยะ 2 เมตรเข้าหาผู้ติดเชื้อเป็นเวลา 15 นาทีขึ้นไปในสภาพแวดล้อมที่นอกเหนือที่กล่าวมาข้างต้น

ในส่วนของการแพร่เชื้อ เชื้อโควิด-19 สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ 2 ทาง คือ ผ่านการสัมผัสพื้นผิวหรือวัตถุใดๆ ที่ผู้ติดเชื้อได้สัมผัสหรือใช้งาน จากนั้นผู้สัมผัสเชื้อก็เอามือไปจับปากหรือจมูก ลูบหนา หรือขยี้ตา ซึ่งจะลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอและฆ่าเชื้อบนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทุกครั้งหลังใช้งาน

ช่องทางการแพร่เชื้อโควิด-19 อีกทาง คือ ผ่านละอองฝอยขนาดเล็กที่ออกมาจากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจแรง ไอ หรือจาม โดยสามารถลดความเสี่ยงในลักษณะนี้ด้วยการรักษาระยะห่าง เพราะละอองฝอยส่วนใหญ่จะตกลงพื้นในระยะ 1-2 เมตร    

ผู้ติดเชื้อมีอาการอย่างไร

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทย ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน อย่างไรก็ตาม บางรายอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ โดยผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และอาจหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อาการโควิดโดยทั่วไปมีดังนี้

  • มีไข้

  • ไอแห้ง

  • อ่อนเพลีย

อาการที่พบไม่บ่อยนัก ได้แก่

  • ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว

  • เจ็บคอ

  • ท้องเสีย

  • ตาแดง

  • ปวดศีรษะ

  • สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส

  • มีผื่นบนผิวหนังหรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี

อาการรุนแรงมีดังนี้

  • หายใจลำบากหรือหายใจถี่

  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก

  • สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว

หากพบว่าเข้าข่ายตามที่ระบุไว้ ควรรีบติดต่อสถานพยาบาลเข้ารับการตรวจยืนยันและรักษาทันที เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังคนรอบข้างและคนหมู่มาก

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือล็อกดาวน์ คุณมีการเปลี่ยนแปลงวิธีหรือขั้นตอนการทำความสะอาดของคุณหรือไม่?

ควรทำอย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

เมื่อรู้ตัวแล้วว่าสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ควรทำทันที คือ การเฝ้าระวังสังเกตอาการเบื้องต้นและต้องกักบริเวณตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ โดยในระยะ 14 วัน มีหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. อยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ ควรขอลาหยุดหรือทำงานที่บ้าน หยุดเรียนหรือขอเรียนออนไลน์ และงดออกไปทำกิจกรรมใดๆ นอกบ้าน เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ สวนสาธารณะ เป็นต้น    

  2. อย่าลืมแจ้งสมาชิกคนอื่นภายในบ้านว่าเราสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ และพยายามรักษาระยะห่างจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวหรือเจ็บป่วยเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคหืดหอบ หรือผู้ที่อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  3. งดใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์โดยสาร รถไฟฟ้า รวมถึงแท็กซี่  

  4. ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่จำเป็นต้องเข้าใกล้คนอื่นๆ ในบ้านหรือผู้มาติดต่อ ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอหรือจาม ทิ้งทิชชูนั้นลงในถุงรองและนำไปทิ้งถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาด

  5. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของในบ้านร่วมกันกับสมาชิกคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ เครื่องครัว ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน และถ้าเป็นไปได้ ควรใช้ห้องน้ำแยกกัน

  6. ควรรับประทานอาหารแยกกัน ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังหยิบจับภาชนะและขณะรับประทานอาหาร

  7. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำกับสบู่ วิธีล้างมือที่สามารถฆ่าเชื้อได้ผลที่สุด คือ ต้องฟอกสบู่ทุกซอกทุกมุมให้ทั่วฝ่ามือและหลังมือทั้งสองข้าง นานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์เจล 70% เป็นทางเลือก หากไม่สะดวกล้างด้วยน้ำกับสบู่

  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก ด้วยมือที่ไม่ทันได้ล้างจนแน่ใจว่าสะอาดดีแล้ว

  9. หลีกเลี่ยงการล้วงแคะ แกะ เกา โดยเฉพาะจมูก เพราะอาจเผลอเอามีไปหยิบจับสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ มือจับตู้เย็น สวิทช์ปิดเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวและสิ่งของเหล่านั้นบ่อยๆ

  10. ในระยะ 14 วันที่สังเกตอาการ หากพบว่าตัวเองมีไข้ หนาวสั่นหรือมีเหงื่อออก ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก น้ำมูกไหล ประสาทรับรสและดมกลิ่นผิดปกติ ควรรีบติดต่อสถานพยาบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการควบคุมโรค เพื่อตรวจยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 จริงหรือไม่    

เพื่อความแน่ใจ แม้ในช่วง 14 วันของการกักตัว ผลตรวจจะออกมาเป็นลบ แต่ถ้ามีอาการเข้าข่ายหลังจาก 14 วันไปแล้ว ควรตรวจซ้ำอีกรอบ และหลังตรวจทุกครั้ง ควรรีบกลับบ้าน  

ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องเข้าไปที่ทำงาน ควรทำอย่างไร

ถ้าการกักตัวที่บ้านนานถึง 14 วัน อาจส่งผลกระทบทำให้การทำงานหยุดชะงักหรือติดขัด จนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปที่ทำงานเป็นครั้งคราว ควรแจ้งผู้บังคับบัญชาให้รับทราบล่วงหน้า เพื่อจะได้วางมาตรการระวังป้องกัน เมื่อไปถึงที่ทำงาน สิ่งที่ต้องทำ คือ

  • ตรวจวัดอุณหภูมิตนเองก่อนเข้าที่ทำงาน

  • สวมหน้ากากอนามัย (ไม่ใช่หน้ากากผ้า) ตลอดเวลา

  • ขณะปฏิบัติงานในที่ทำงานต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างเข้มงวด

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนและหลังหยิบจับสิ่งของหรืออุปกรณ์สำนักงานที่ต้องใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน

นอกจากนี้ ขณะอยู่ในที่ทำงานระหว่างช่วงกักตัว 14 วัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ร่วมกับคนอื่นโดยเด็ดขาด หากเห็นว่าภายในลิฟต์มีสภาพแออัด ไม่พาตัวเองเข้าไปในพื้นที่ที่มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ง่าย เช่น ห้องน้ำขณะที่มีคนอื่นใช้อยู่หลายคน ห้องประชุมเล็กที่อากาศไม่ค่อยระบายและเว้นระยะห่างได้ยาก และเมื่อรู้สึกไม่สบายต้องรีบออกจากที่ทำงานแล้วกลับบ้านทันที

หยุดเชื้อโควิดด้วยตัวคุณเอง 

จะเห็นได้ว่าวิธีป้องกันโควิดและพิชิตการระบาดไปสู่ผู้คนในวงกว้างควรเริ่มที่ตัวเราเองเป็นจุดแรก การใส่ใจดูแลตัวเอง ทำในสิ่งที่ควรทำ งดกิจกรรมที่ควรงด เท่ากับลดความเสี่ยงไปแล้วครึ่งหนึ่ง 

นอกจากนี้ยังช่วยให้คนรอบข้างใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะติดโควิด-19

เผยแพร่ครั้งแรก