เผยต้นเหตุและวิธีแก้รอยด่างติดเสื้อผ้าหลังซัก รู้ให้ครบ จบงานซักแบบไม่คาใจ

เจอคราบผงซักฟอกหรือคราบน้ำยาปรับผ้านุ่มเมื่อไรก็จัดการได้ทันที ง่ายๆ ในไม่กี่ขั้นตอน

อัปเดตเมื่อ

clothes on top of a wasching machine

เคยไหมที่ซักผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพบว่าเกิดรอยด่างบนเสื้อ บ้างก็เป็นรอยด่างสีเหลือง รอยด่างสีขาว ด่างเป็นจุดๆ หรือมีคราบติดเป็นก้อนๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่ามาจากการซักผ้าไม่สะอาดหรือถังซักของเครื่องซักผ้าสกปรกกันแน่ ซึ่งปัญหารอยด่างหลังซักเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มาจากคราบผงซักฟอกหรือไม่ก็คราบน้ำยาปรับผ้านุ่ม แล้วจะทำอย่างไรดี ที่นี่มีคำตอบเกี่ยวกับวิธีแก้รอยด่างติดเสื้อผ้ามาให้ลองนำไปใช้ดู

คราบผงขาวๆ ติดบนผ้า มาจากไหน

บางครั้งพบว่ามีคราบผงแป้งสีขาวๆ ติดอยู่บนเสื้อผ้าหลังซัก หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่านั่นเกิดจากการใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าที่ผสมแป้ง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถ้าใส่แป้งลงไปจริงๆ คงไม่พ้นเกิดเป็นคราบเหนียวๆ หรือมีกลิ่นบูดเน่าติดผ้าเป็นแน่ แต่สิ่งที่ทำให้น้ำละลายผงซักฟอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงไป ก็คือ CMC (Carboxy methyl cellulose) ที่เติมลงไปในผงซักฟอกเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกย้อนกลับมาติดผ้านั่นเอง ไม่ใช่แป้ง

ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดคราบ คือ โซเดียมคาร์บอเนต หรือโซดาแอช ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในผงซักฟอก สารตัวนี้ใช้เพื่อปรับสภาพน้ำ ทำให้มีความลื่นในน้ำผงซักฟอก และช่วยเพิ่มค่าความเป็นด่าง เมื่อจับตัวกับแคลเซียมไอออนในน้ำกระด้างจะเกิดเป็นตะกอนหินปูน (calcium carbonate) ที่สามารถเกาะเป็นคราบขาวบนผ้าได้ ถ้าไม่ได้ถูกทำให้กระจายตัวหรือละลายน้ำให้ดีเสียก่อน

ส่วนสารประกอบโพลีฟอสเฟตที่ผสมในผงซักฟอกเพื่อแก้ความกระด้างของน้ำเช่นเดียวกัน ถ้าอยู่ในสภาวะปกติมันจะกระจายตัวได้ดีในน้ำ แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างร้อน เช่น การซักในอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานในสภาวะด่าง จะเกิดปฏิกิริยาจนกลายเป็นตะกอนขาว โดยเฉพาะเมื่อเจอกับความชื้นหรือน้ำ โดยที่ไม่ได้ตีกับน้ำให้ดีก่อน จะเกิดเป็นก้อนเหนียวและเกาะกับผ้าได้ง่าย

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากผงซักฟอกเท่านั้น แม้แต่น้ำยาซักผ้าหลายๆ สูตรที่มีการเติมสารประกอบฟอสเฟตลงไป แม้ดูเหมือนว่าจะละลายหมดแล้วและไม่น่าเกิดคราบแป้งสีขาว (เพราะอยู่ในรูปของเหลว) ก็ยังมีโอกาสเกิดเป็นคราบขาวได้เช่นกัน

ป้องกันคราบผงซักฟอกตั้งแต่ต้นทาง

ถ้าซักเครื่อง ควรเทผงซักฟอกลงช่องใส่ผงซักฟอก เพราะถ้ามันจะเกิดก้อนเหนียวก็จะได้เกิดที่ช่องใส่ผงซักฟอกนั้นไปเลย หรือไม่ก็ควรละลายน้ำให้กระจายตัวดีเสียก่อน โดยใช้แก้วพลาสติกใบใหญ่ๆ ละลายผงซักฟอกก่อน แล้วค่อยเทลงไปในช่องใส่ผงซักฟอกช้าๆ ในขณะที่น้ำกำลังไหลเข้าเครื่องเพื่อให้ผงซักฟอกละลายเสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะลงไปสัมผัสกับผ้า และไม่ควรโรยผงซักฟอกลงบนผ้าโดยตรง

ในการซักผ้าสีเข้ม ไม่ควรเลือกโปรแกรมซักที่อุณหภูมิสูง เพราะนอกจากจะป้องกันการเกิดคราบแป้งขาวไม่ได้แล้ว สีย้อมบนผ้าก็จะถูกทำลายได้ง่ายอีกด้วย

น้ำส้มสายชูช่วยได้

การเติมน้ำส้มสายชูลงไปประมาณ 1 ถ้วยตวงในน้ำสุดท้ายพร้อมกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม (เทแยก ห้ามผสมกัน) ก็สามารถป้องกันการเกิดคราบแป้งขาวได้ เพราะคราบขาวจากแคลเซียมฟอสเฟตหรือแคลเซียมคาร์บอเนตละลายได้ดีในกรด น้ำส้มสายชูจะทำให้คราบขาวที่เกิดขึ้นนั้นสลายตัวออกได้

แก้ไขอย่างไรเมื่อเกิดคราบขาวแล้ว

ถ้าเกิดคราบขึ้นแล้ว ให้แช่คราบแป้งขาวนั้นในน้ำส้มสายชูโดยตรง ไม่ต้องเจือจางน้ำ เพื่อให้คราบแป้งขาวนั้นหลุดออกอย่างเร็วที่สุด หากคราบขาวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสารโพลีฟอสเฟตที่ละลายเป็นกาวเหนียวเกาะอยู่ ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสกับความกระด้างของน้ำ สามารถล้างออกได้ง่ายๆ ด้วยน้ำอุ่น

เมื่อน้ำยาปรับผ้านุ่มกลายเป็นตัวร้าย จะทำอย่างไรดี   

คราบน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ติดตามเสื้อผ้า เป็นด่างเป็นดวง ดูแล้วไม่น่าพิสมัย ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำยาปรับผ้านุ่มตกค้างเพราะใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือเกิดจากการเทน้ำยาปรับผ้านุ่มลงบนเนื้อผ้าโดยตรง หรือเพราะมีส่วนผสมบางอย่างในน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ล้างออกยากกว่าปกติ ซึ่งจะเห็นคราบได้ชัดหากเสื้อผ้าชิ้นนั้นเป็นสีเข้มและโดยมากมักเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ซักด้วยเครื่องซักผ้า

ป้องกันง่ายๆ เพียงใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วยความใส่ใจ

วิธีซักผ้าให้สะอาดหมดจดนั้นไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจ โดยเมื่อซักผ้าเสร็จ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องล้างให้สะอาด สำหรับมาตรฐานเครื่องซักผ้า (ที่มีการสลัดน้ำก่อน) มักจะล้าง  2 น้ำ หากเป็นการซักที่ไม่ได้สลัดน้ำผงซักฟอกออกก่อน แนะนำให้ล้าง 3 น้ำ เพื่อขจัดความลื่นของสารซักล้างออกให้มากที่สุด

จำไว้เสมอว่า ปัญหาการเกิดคราบขาวๆ ส่วนมากไม่ได้เกิดจากขั้นตอนซัก แต่เกิดจากขั้นตอนการล้าง หากล้างไม่สะอาด สภาพความเป็นด่างจะไปมีผลกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม

น้ำยาปรับผ้านุ่มส่วนใหญ่ที่มีขายโดยทั่วไปในท้องตลาดเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดประจุบวก (Cationic) ซึ่งให้ความนิ่มดีมาก และใช้ส่วนผสมราคาไม่แพง ต่างจากชนิดประจุลบ (Anionic) ซึ่งให้ความนิ่มน้อยและส่วนผสมมีราคาแพง จึงไม่ได้รับความนิยม แต่ข้อเสียของน้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดประจุบวก คือ ถ้าล้างไม่สะอาด จะมีโอกาสเกิดคราบได้ง่าย เพราะสภาพที่เป็นด่างจะทำให้น้ำยาปรับผ้านุ่มจับตัวเป็นก้อน

เราขอแนะนำผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท (Comfort) ที่อยู่คู่กับผู้บริโภคชาวไทยมากนานกว่า  30 ปี คอมฟอร์ทได้พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น นวัตกรรมการขจัดฟองในคอมฟอร์ทอัลตร้าน้ำเดียว แล้วยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

วิธีใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มอย่างถูกต้อง

ก่อนใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม ต้องแน่ใจว่าล้างผ้าจนสะอาดดีแล้ว มีความลื่นน้อยลงแล้ว พอมาถึงน้ำสุดท้ายที่ต้องใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม มีวิธีใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มอย่างถูกต้อง ป้องกันการเกิดคราบ ดังนี้

  • เช็กให้แน่ใจก่อนว่าผ้าที่จะซักนั้นเหมาะจะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจ ให้อ่านรายละเอียดบนป้ายสัญลักษณ์เกี่ยวกับดูแลรักษาเสื้อผ้าชิ้นนั้นๆ ให้เข้าใจก่อน

  • กรณีการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ไม่ควรเทน้ำยาปรับผ้านุ่มลงบนเสื้อผ้าโดยตรง ควรเทน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่องใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบด่างติดเนื้อผ้า ซึ่งน้ำยาจะกระจายตัวได้ดีกว่า

  • หากซักด้วยมือ ให้สังเกตน้ำว่าน้ำก่อนหน้าที่จะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหายลื่นหรือยัง ถ้าหายลื่นแล้วค่อยนำผ้าไปแช่ในน้ำผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม โดยควรรองน้ำไว้ก่อน เมื่อได้ปริมาณที่ต้องการแล้วค่อยเทน้ำยาปรับผ้านุ่มลงไป กวนให้น้ำยากระจายตัวอย่างทั่วถึงก่อน แล้วจึงใส่ผ้าลงไปแช่ไว้ 5-10 นาที

นอกจากนี้ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อผ้าชนิดพิเศษ เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ ผ้าขนหนู ชุดออกกำลังกาย รวมถึงเสื้อผ้าเด็ก หรือเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้กันน้ำหรือทนไฟ เพราะส่วนผสมบางอย่างในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะลดประสิทธิภาพการดูดซับเหงื่อและน้ำ การดูดซับสิ่งสกปรก ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบอบบาง หรือลดทอนคุณสมบัติเฉพาะของผ้านั้นๆ ลง ทั้งยังอาจทิ้งสารเคมีตกค้างและกระตุ้นให้เกิดแบคทีเรียสะสมอีกด้วย จึงควรอ่านคำแนะนำก่อนใช้และใช้ในปริมาณที่ผู้ผลิตแนะนำ

ที่สำคัญ ควรเลือกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มจากผู้ผลิตและแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้แน่ใจว่ามีส่วนผสมที่ไม่เป็นอันตราย เมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมประสิทธิภาพที่ช่วยให้ผ้าหอมนาน นุ่มน่าสัมผัส

วิธีง่ายๆ ในการจัดการคราบน้ำยาปรับผ้านุ่ม

สำหรับผ้าที่ซักและตากจนแห้งแล้วมาพบอีกทีว่ายังมีคราบของน้ำยาปรับผ้านุ่มติดอยู่ ไม่ต้องตระหนกตกใจ มีวิธีแก้ง่ายๆ ดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

  • สบู่ก้อน

  • กะละมังเล็ก

  • น้ำ

ระยะเวลาที่ใช้

แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคราบมากน้อยแค่ไหน แต่โดยทั่วไปไม่เกิน 1-2 นาที

วิธีขจัดคราบ

  • แช่ผ้าบริเวณที่มีคราบให้ชื้น

  • ใช้สบู่ก้อนถู จากนั้นจุ่มลงในน้ำ แล้วขยี้เบาๆ เพื่อสลายคราบออก

  • ถ้ายังไม่ออก ให้นำผ้าไปซักอีกครั้ง โดยใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มปริมาณน้อยลง หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม

เคล็ดลับจากมือโปร

ถ้ายังอยากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเดิมที่ใช้อยู่ประจำ เนื่องจากชอบกลิ่นและเป็นสูตรที่ทำให้ผ้านุ่มน่าสวมใส่ แต่ขณะเดียวกันก็เกรงว่าจะเกิดคราบขาว สามารถป้องกันได้โดยใส่น้ำส้มสายชูลงไปในน้ำล้างน้ำสุดท้าย เพื่อทำลายสภาพที่เป็นด่างของผงซักฟอก จากนั้นค่อยนำไปแช่ในน้ำผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม

เห็นหรือยังว่า รอยเปื้อนและคราบฝังแน่น หรือแม้แต่คราบที่ไม่น่าหนักใจอย่างคราบผงซักฟอกหรือคราบน้ำยาปรับผ้านุ่ม หากหาทางแก้ไขอย่างทันท่วงที คราบทั้งหลายเหล่านี้ก็จะถูกกำจัดออกไปได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ปล่อยไว้นาน เมื่อเวลาผ่านไปอาจกลายเป็นงานยาก

เผยแพร่ครั้งแรก